ฝ้า กระ เป็นปัญหาของคุณอยู่ใช่ไหมคะ 

Last updated: 2020-10-09  |  322 จำนวนผู้เข้าชม  | 

 ฝ้า กระ เป็นปัญหาของคุณอยู่ใช่ไหมคะ 

 ฝ้า กระ เป็นปัญหาของคุณอยู่ใช่ไหมคะ 
คุณเป็นฝ้าบริเวณไหนคะ บริเวณแก้ม จมูก คาง หรือหน้าผาก
คุณเป็นฝ้า ประเภทไหนคะ เรามาดูกันค่ะ


1. ฝ้าตื้น เกิดจากความผิดปกติบริเวณชั้นหนังกำพร้า เกิดขึ้นง่าย มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี รักษาให้หายได้
2. ฝ้าลึก เกิดบริเวณชั้นหนังแท้ ผื่นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในระดับที่ลึกมาก การรักษาจึงค่อนข้างยาก
3. ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด หลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน
4. ฝ้าเลือด มักเกิดจากความผิดปกติของเลือดลมและฮอร์โมน เกิดเป็นลักษณะผิวแดงง่ายเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด  

กระ ก็นับเป็นหนึ่งในปัญหาผิวของคุณด้วยหรือเปล่าคะ เพราะกระทำให้ผิวของคุณไม่กระจ่างใส ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอจนขาดความมั่นใจได้ กระจะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ มีสีน้ำตาลอ่อนหรืออาจจะเข้มกว่าสีผิวปกติ โดยจะขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปตามผิวหน้า กระที่ขึ้นแค่ชั้นบนของผิวหรือชั้นหนังกำพร้าก็คือ กระธรรมดา เช่น กระเด็กหรือกระแดด ส่วนกระชนิดที่ไม่ปกติธรรมดาก็คือ กระเนื้อที่มีลักษณะเป็นสีเข้มๆ มีเนื้อนูนขึ้นมาจากผิวหนังมาก พบได้เมื่อมีอายุที่มากขึ้น จะว่าไปแล้วกระชนิดนี้อันที่จริงไม่ใช่กระหรอกค่ะ หากแต่เป็นเซลล์ผิวหนังที่เกิดการแบ่งตัวออกไปผิดรูปอีกแบบหนึ่ง โดยอาจก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้ ถ้าหากมีขนาดที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับมีเลือดออกซ้ำๆ บ่อยๆ


 ดูยังไง อันไหนฝ้า อันไหนกระ อันไหนจุดด่างดำ แล้ว
 ฝ้ากับกระแตกต่างกันอย่างไร
"ฝ้า" หรือ "Melasma" คือปัญหาผิวหน้าชนิดหนึ่งที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง หรือเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่มาจากการที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจาก "แสงแดด" ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินมีหน้าที่กรองรังสี UV เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดเป็น "ฝ้า" ซึ่งมีลักษณะเป็นสีดำอมน้ำตาล หรือเข้มกว่าสีผิว จะขึ้นเป็นแถบหรือปื้นบริเวณใบหน้า ที่หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว เหนือริมฝีปาก และโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม สำหรับปัญหาเรื่องฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า

กระ คืออะไร เกิดจากอะไร? กระ (Freckles) มีสาเหตุการเกิดเหมือนกับการเกิดฝ้า นั่นคือเกิดจากเมลานิน (Melanin) ทำงานผิดปกติจากการกระตุ้นของรังสี UV แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกันนั่นคือ กระ จะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 3 -4 มิลลิเมตร กระจายอยู่ตามผิวหนังบริเวณผิวหน้าและตามลำตัว โดยส่วนใหญ่จะพบมากในชาวยุโรปหรือผู้ที่มีผิวขาว เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านพันธุกรรม ยาบางชนิด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดกระได้เช่นกัน ทั้งนี้เราสามารถแบ่งรูปแบบของกระ ได้เป็น 4 ชนิด คือ กระตื้น กระลึก กระแดดและกระเนื้อ

สาเหตุของการเกิดฝ้า
ฝ้าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ปัจจัยเหล่านี้อาจได้แก่
- แสงแดด  การได้รับแสง UVA และ UVB โดยตรงหรือบ่อยครั้ง ทำให้เซลล์เม็ดสีในผิวหนังได้รับการกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น ผิวจึงเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือ ทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น แสงอุลตราไวโอเลต จะมีมากในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แสงแดดในช่วงนี้มีผลทำให้ ผิวหนังเกิดการไหม้เกรียม และเกิดฝ้าได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลา ดังกล่าว 

- ฮอร์โมน เมื่อมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มากเกินไป เช่น การหลั่งฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์, วัยหมดประจำเดือน) หรือ การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตซึ่งทำให้เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ในชั้นผิวหนังผลิตเม็ดสี (Melanin) ออกสู่ผิวหนังไม่สม่ำเสมอ จึงมีการกระตุ้นสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ ทำให้เกิดฝ้าขึ้นหรือกระตุ้นให้เข้มกว่าเดิม หรือได้รับ ฮอร์โมน จากภายนอกร่างกาย (เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด, การใช้ เครื่องสำอาง บางชนิดที่มี ฮอร์โมน ผสมอยู่) จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย

- ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายานี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า

- เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ครีมหน้าขาวใสเร็ว สารเคมี สารกันบูด หรือสารปรอท ตะกั่ว อาจมีสารที่ทำให้เกิดการกระตุ้นฝ้าได้ง่ายจะเห็นว่าตอนแรกทาไปหน้าจะขาวเรียบเนียน พอทานานๆ ขึ้น หน้าจะเริ่มเป็นคนแพ้ง่าย แต่พอหยุดใช้หน้ายิ่งแย่ สุดท้ายจะเห็นมีฝ้าขึ้นทาเท่าไหร่ไม่หายและมีเส้นเลือดฝอยขึ้น หน้าแดง รวมทั้งการใช้เครื่องสำอางที่ผสมน้ำหอมหรือเครื่องสำอางที่มีสี มีการตกค้างใต้ผิวหนัง ทำให้ดูเหมือนมีสีน้ำตาลเข้มเป็นจุดๆ เมื่อสะสมมากขึ้น จึงเกิดเป็นฝ้าได้

- พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีรายงานว่าเป็นในครอบครัวได้ถึง ร้อยละ30-50

- ภาวะทุพโภชนาการ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบฝ้า ในผู้ที่มีหน้าที่การทำงานของตับผิดปกติ และ ผู้ที่ขาดวิตามินบี12

- ฝ้าจากความเครียด โดยเมื่อเราทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอจะมี ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองทำให้ฝ้าดูชัดขึ้น เราจะเห็นว่าผิวหน้าดูดำคล้ำขึ้น ทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล

-ฝ้าเข้มจากเลเซอร์ เนื่องจากเลเซอร์บางชนิดมีโอกาสทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ถ้าหยุดทำ ซึ่งลักษณะคล้ายๆ กับฝ้าจากเครื่องสำอาง คือ จางลงในช่วงแรกหลังจากนั้นจะเข้มขึ้น ฝ้าชนิดนี้ก็รักษายากกว่าฝ้าฮอร์โมนและฝ้าแดด แนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดี

เมื่อทราบถึงสาเหตุการเกิดฝ้าแล้ว เราควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่จะก่อให้เกิดฝ้าดังนี้

- ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด ความร้อน โดยใช้สิ่งกำบังหรือป้องกัน เช่น ร่ม หมวก ผ้า คลุมหน้า เป็นต้น กรณีสงสัยว่ายาคุมกำเนิดที่รับประทานอยู่เป็นสาเหตุที่ ทำให้เกิดฝ้า ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร

- ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ไม่เครียดหรือ วิตกกังวล เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนได้

- ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ เมื่อใช้ เครื่องสำอางนั้นสำหรับการรักษาฝ้า ถ้ามีฝ้าขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกแสงแดด ควรระวังและหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแสงแดดซ้ำอีก จะช่วยให้ฝ้าจางหายไปได้ ในกรณีที่เป็นมาก ไม่ควร ใช้ยาหรือเครื่องสำอางด้วยตนเอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ถ้าเป็นไม่มาก อาจใช้เครื่องสำอางสำ หรับฝ้าได้ แต่จะ ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และต้องใช้ให้ถูกวิธี  

Powered by MakeWebEasy.com