สารเคอร์คูมิน(Curcumin) คืออะไร

แล้วแตกต่างยังไงกับ(Turmeric Extract)

เรามาดูกันเลยคะ    

                         ขมิ้นชันอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมไปถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน เป็นต้น และขมิ้นชันมีสรรพคุณทางยาที่รักษาอาการและโรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด มีประวัติในการนำมาใช้ในการรักษามากกว่า 5,000 ปี ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน ชื่อสามัญ Turmeric ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)
               

                          ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูลขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าจะเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีตั้งแต่สีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดจัด โดยถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีชื่ออื่น ๆ อีก เช่น ขมิ้นชัน ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละภาคและจังหวัดนั้น ๆ นิยมนำไปใช้ในการประกอบอาหาร แต่งสี แต่งกลิ่นอาหาร เช่น แกงไตปลา แกงกะหรี่ เป็นต้น สำหรับขมิ้นชันที่จะนำมาใช้ประโยชน์นั้น การเก็บเกี่ยวไม่ควรเก็บในระยะที่ขมิ้นเริ่มแตกหน่อ เพราะจะทำให้สารที่มีประโยชน์อย่างเคอร์คูมินในขมิ้นมีน้อย ส่วนเหง้าที่เก็บมาต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป และไม่ให้ถูกแสงแดด เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นจะหมดไปเสียก่อน 

 สารเคอร์คูมิน (Curcumin) คืออะไร 

สารเคอร์คูมิน(Curcumin) เป็นสารสำคัญในขมิ้นชันนั่นเองคะ ขณะนี้ทางองค์การเภสัชกรรมผลิตเป็นยาและอาหารเสริม

“AIFACAD (ไอฟาแคท )” Turmeric Extract High absorption of curcuminoids ชนิดนาโนเทคโนโลยีชนิดเอนแคปซูเลชั่น

(Nano Encapsulation 200 nm.) ในขนาดความเข้มข้นสูงสามารถดูดซึมได้ถึง 50 เท่า ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย มีฤทธิ์ต่อต้าน

สารอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดอาการข้อเข่าเสื่อม และช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทและสมอง รักษาโรคกระเพราะ ลดความเสี่ยง

โรคมะเร็ง และ ชะลอวัยได้อีกด้วย และมีส่วนผสมของวิตามินดี3 Vitamin D3 (Cholecalciferol) High purity pharmaceutical

grade และน้ำมันปลาสกัดบริสุทธิ์ TUNA Fully - Refined Oil Hight of EPA & DHA มีสรรพคุณลดไตรกลีเซอร์ไลน์

ที่ทำให้ลดไขมันในเลือดสูงได้

ประโยชน์ของสารสกัด Turmeric ขมิ้นชัน

 มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลดวัยและริ้วรอย
 ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
 ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ
 ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก
 ช่วยลดและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
 ช่วยบรรเทาอาการและภาวะของโรคความดันโลหิตสูง
 ช่วยบำรุงประสาทและสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อม
 ช่วยบำรุงปอดให้มีสุขภาพดีและเเข็งแรงขึ้น
 ช่วยแก้อาการตกเลือด ตกขาว ในผู้หญิง
 นิยมนำมาเป็นสารสกัดในการผลิตอาหารเสริม

โรคเบาหวาน น่ากลัวกว่าที่คิด!!! เพราะเบาหวานไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาอีกหลายชุด!!! และ เบาหวานไม่ได้เป็นเฉพาะผู้สูงวัย แต่พบว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ก็เป็นเบาหวานกันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี  โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดยในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือด และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่รุนแรงมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวานที่ปล่อยปละละเลย ขาดการรักษา หรือดูแลรักษาไม่ถูกต้อง โดยภาวะแทรกซ้อนนี้จะมีทั้งแบบเฉียบพลัน (เช่น หมดสติ ติดเชื้อรุนแรง) และแบบเรื้อรัง (มักเกิดในกล่มผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้เป็นเวลานาน ซึ่งบางคนอาจใช้เวล 5-10 ปีขึ้นไป ทำให้หลอดเลือดแดงทั้งเล็กและใหญ่แข็งและตีบตัน ส่งผลให้อวัยวะหลายส่วน เช่น ระบบประสาท สมอง หัวใจ ตา ไต เท้า ขาดเลือดไปเลี้ยงจนเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะเหล่านี้เสื่อมสมรรถภาพ พิการหรือสูญเสียหน้าที่ไป)

ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ (เพราะเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคได้น้อยลง) นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะอื่น ๆ เป็นเหตุทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้อีกหลายอย่าง ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญหรือพบได้บ่อย ได้แก่

1. ภาวะหมดสติจากเบาหวาน เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง หากผู้ป่วยไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยอาจเกิจาก


  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานหรือฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ค่อนข้างดีอยู่เดิม แต่มักเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ยาเบาหวานมากเกินขนาด อดอาหาร หรือรับประทานอาหารน้อยเกินไป หรือรับประทานอาหารผิดเวลานานเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือมีการออกแรงกายหนักและนานเกินไป โดยในระยะแรกผู้ป่วยจะรู้สึกหิว ใจสั่น มือสั่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ กระสับกระส่าย หงุดหงิด เหงื่อออก ตัวเย็น ตาพร่ามัวหรือเห็นภาพซ้อน ถ้าผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือน้ำหวานอาการต่าง ๆ จะทุเลาลงได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่หากไม่ทำการแก้ไขดังกล่าว ก็จะมีอาการขากรรไกรแข็ง ชักเกร็ง ไม่ค่อยรู้สึกตัวหรือหมดสติ ตรวจปัสสาวะไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะ และตรวจพบน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ภาวะคีโตแอซิโดซิส (Ketoacidosis) พบได้เฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ขาดการฉีดอินซูลินเป็นเวลานาน หรือพบในภาวะติดเชื้อหรือได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการอินซูลินมากขึ้น ร่างกายจึงเผาผลาญไขมันแทนน้ำตาลทำให้เกิดการคั่งของสารคีโตนในเลือดจนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Diabetic ketoacidosis) ผู้ป่วยจึงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำอย่างมาก หายใจหอบลึก ลมหายใจมีกลิ่นหอมจากสารคีโตน กระวนกระวาย มีไข้ มีภาวะขาดน้ำรุนแรง (หนังเหี่ยว ตาโบ๋ ความดันต่ำ ชีพจรเบาเร็ว) อาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง (Nonketotic hyperglycemic hyperosmolar coma : NKHHC) มักพบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นโรคโดยไม่รู้ตัวหรือขาดการรักษา หรือมีภาวะติดเชื้อรุนแรง (เช่น ปอดอักเสบ กรวยไตอักเสบ โลหิตเป็นพิษ) หรือมีการใช้ยาบางชนิดร่วมด้วย (เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์) ผู้ป่วยจึงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ๆ (เกิน 600 มก./ดล. ขึ้นไป) จึงทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ซึม เพ้อ ชัก หมดสติ โดยก่อนหน้าที่จะหมดสติเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย

2. ภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาท ได้แก่ ระบบประสาทเสื่อม (Neuropathy) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแดงขนาดเล็กที่มาเลี้ยงระบบประสาทเกิดการแข็งและตีบ ถ้าเกิดกับประสาทส่วนปลายที่เลี้ยงแขนขา ในระยะแรกอาจมีอาการปลายมือปลายเท้าแสบร้อนหรือเจ็บเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง ซึ่งมักเป็นมากตอนกลางคืนจนบางรายอาจนอนไม่หลับ อาการจะทุเลาหรือหายได้เมื่อคุมเบาหวานได้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงต่อไปนาน ๆ จะเกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า ซึ่งจะค่อย ๆ ลุกลามสูงขึ้นเรื่อย ๆ และอาการชาเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่หายไปแม้ต่อมาจะควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นก็ตาม จนในที่สุดก็จะไม่มีความรู้สึก จึงทำให้เกิดบาดแผลที่เท้าได้ง่ายเมื่อเหยียบถูกของมีคมหรือของร้อน ๆ เมื่อเกิดบาดแผลก็จะมีโอกาสติดเชื้ออักเสบเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ และเนื่องจากมีภาวะขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ จึงทำให้แผลหายได้ยาก บางครั้งอาจลุกลามรุนแรงหรือเป็นเนื้อเน่าตาย (Gangrene) และจำเป็นต้องตัดอวัยวะบริเวณนั้นทิ้ง เช่น นิ้วเท้าหรือข้อเท้าทิ้ง ทำให้เกิดความพิการได้ (ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องหมั่นดูแลเท้าอย่าให้เกิดบาดแผล)

  • นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic neuropathy) ซึ่งควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะจากภาวะความดันตกในท่ายืน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกเรื้อรังจากโรคลำไส้แปรปรวน อาการอาหารไม่ย่อยหรือแสบลิ้นปี่จากโรคกรดไหลย้อน องคชาตไม่แข็งตัว กระเพาะปัสสาวะหย่อนสมรรถภาพ (ทำให้ถ่ายปัสสาวะออกไม่หมด เกิดกระเพาะอักเสบเรื้อรัง) ต่อมเหงื่อไม่ทำงาน (ทำให้ผิวหนังแห้ง)
  • บางรายอาจมีประสาทเลี้ยงกล้ามเนื้อตาเสื่อม ทำให้กล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต เกิดอาการตาเหล่ หนังตาตก หลับตาไม่สนิท รูม่านตาขยาย มองเห็นภาพซ้อน แต่อาการเหล่านี้มักหายไปได้เองภายใน 6-12 สัปดาห์

3. ภาวะแทรกซ้อนของตา ที่สำคัญ คือ จอประสาทตาเสื่อม หรือ ภาวะเบาหวานขึ้นตา (Retinopathy) ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่รู้สึกผิดปกติ จนกระทั่งเป็นมากแล้วจะเกิดอาการตามัว ตาบอดได้ ดังนั้นจึงควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กตาปีละ 1 ครั้ง (ผู้ป่วยเบาหวานตั้งครรภ์ควรตรวจตั้งแต่อายุครรภ์ 3 เดือนแรก และตรวจเป็นระยะจนกระทั่งหลังคลอด 1 ปี เนื่องจากการตั้งครรภ์อาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้มากขึ้น) ถ้าพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะได้ให้การรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยเบาหวานอาจเป็นต้อกระจกก่อนวัย หรือต้อหินเรื้อรัง เลือดออกในวุ้นลูกตา จอตาลอก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้ตาบอดได้


4. ภาวะแทรกซ้อนของไต ที่สำคัญ คือ ไตเสื่อม (Nephropathy) หรือไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) ซึ่งเกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงขนาดเล็กที่มาเลี้ยงไต จึงทำให้ไตเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรก ๆ จะพบว่ามีสารไข่ขาวหลุดออกมาในปัสสาวะจำนวนน้อย ซึ่งในระยะนี้ยังมีทางบำบัดเพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อมได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสารไข่ขาวในปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากปล่อยปละละเลยจนไตเสื่อมถึงที่สุดก็จะกลายเป็นไตวายเรื้อรัง ซึ่งในที่สุดอาจต้องทำการฟอกไตหรือผ่าตัดปลูกถ่ายไต


5. ภาวะหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ (Atherosclerosis) ทำให้หลอดเลือดตีบตันจนขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ สมอง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย (เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ) ก็จะยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้มากขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องควบคุมเบาหวานและปัจจัยเสี่ยงไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งต้องรับประทานยาแอสไพรินเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้ เลือดยังอาจขาดเลือดไปเลี้ยงขาและเท้าด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อน่องขณะเดินมาก ๆ ถ้าเกิดเป็นแผลที่เท้า แผลจะหายได้ยาก หรือนิ้วเท้าเป็นเนื้อตายเน่า และอาจพบเป็นตะคริวตอนกลางคืนได้บ่อย


6. การติดเชื้อ ผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ โดยอาจเป็นการติดเชื้อซ้ำซาก (เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ โรคเชื้อราแคนดิดา กลาก) เป็นการติดเชื้อเรื้อรัง (เช่น วัณโรคปอด) หรืออาจเป็นการติดเชื้อรุนแรง (เช่นหูชั้นนอกอักเสบรุนแรง ปอดอักเสบ กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน เท้าเป็นแผลติดเชื้อซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่า)


7. ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบฟัน (มีโอกาสมากที่จะเป็นโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูยเสียฟัน), นิ่วน้ำดี, ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจพิการซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้, ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง, ภาวะไขมันสะสมในตับซึ่งอาจทำให้กลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ, เส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น รวมทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้มากขึ้นอีกด้วย


8. ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ควาดมันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสแท้งบุตรมากขึ้นหรือทารกในครรภ์อาจเสียชีวิตได้ ทารกอาจมีน้ำหนักตัวมากทำให้คลอดลำบาก และมีโอกาสเกิดอันตรายในระหว่างการคลอดได้สูง)

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือด และปัสสาวะให้เป็นปกติได้
“เบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM)”
โรคยอดฮิตของคนไทยที่มีอัตราการเกิดสูงขึ้นทุกปีซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะอาการเรื้อรังของการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ที่เกิดการความบกพร่องของการสร้างอินซูลิน หรือการทำงานของอินซูลิน คนไทยป่วยเพิ่มขึ้น 5.3 ล้านคน เฉลี่ยตาย 200 คน/วัน หรือตาย 8 รายทุกชม.
ซึ่งโรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ในผู้หญิง และอันดับ 8 ในผู้ชาย โรคเบาหวานยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา โรคภาวะแทรกซ้อนที่จอประสาทตา ไต เส้นประสาท หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัย ส่งเสริมให้เกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวาน หรือบางรายต้องตัดขา ตาบอด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และคนใกล้ชิด รวมทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก โรคเบาหวานยังมีความสัมพันธ์กับสุขภาพช่องปาก ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีโอกาสสูญเสียฟัน ฟันผุ ติดเชื้อราในช่องปาก เป็นแผลและหายช้ามากกว่าคนปกติ และหากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี มีโอกาสเกิดโรคปริทันต์และเหงือกอักเสบรุนแรงกว่าหลายเท่า และเสี่ยงต่อการละลายของกระดูกเบ้าฟัน สูญเสียเอ็นยึดปริทันต์อีกด้วย ผู้ป่วยจึงควรดูแลสุขภาพช่องปากตนเองมากเป็นพิเศษ โดยต้องพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุกๆ 3 เดือน ขยันแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกมื้อ สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกง่าย ฟันโยก เสียวฟัน ให้รีบพบทันตแพทย์ทันทีให้ผู้ป่วย
 
คุณมีอาการเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ????
ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการเหล่านี้
สัณญาณบอกเหตุว่า กำลังเสี่ยงต่อการเกิด "โรคเบาหวาน"

โรคเบาหวาน เป็นโรคภัยไข้เจ็บที่คนสมัยนี้ตรวจพบกันมากขึ้น เนื่องจากสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา และลืมเอาใจใส่สุขภาพของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นนอกเสียจากว่าจะไปตร­­­­วจสุขภาพแล้วจึงจะพบ แต่กว่าจะพบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงก็ส่งผลมากมายต่อสุขภาพแล้ว แถมพอเป็นแล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองเป็นเบาหวานประเภทไหน

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
  • เบาหวานประเภทที่ 1 พบได้น้อย ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยเบาหวานไทย ประเภทนี้เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงต้องฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดอินซูลิน และไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดไป เพราะอาจหมดสติ และเสียชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน มักพบในเด็กและวัยรุ่น
  • เบาหวานประเภทที่ 2 พบได้มาก ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานไทย และส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไป เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินไปใช้ได้อย่างเพียงพอ และร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ประเภทนี้มักไม่อาการอย่างเฉียบพลัน แต่หากขาดการควบคุม ก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เป็นอันตรายอย่างเฉียบพลันได้
  • เบาหวานประเภทที่ 3 เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ (เบาหวานวินิจฉัยระหว่างไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของการตั้งครรภ์ โดยที่ไม่ได้เป็นเบาหวานก่อนหน้า)
  • เบาหวานประเภทที่ 4 เป็นเบาหวานชนิดที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติของสารพันธุกรรม monogenic diabetes syndromeหรือ Maturity onset diabetes of the young
คุณเป็นเบาหวานหรือไม่
ตรวจว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ทำได้โดยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และ ได้ผลดีโดยอาศัยเกณฑ์การวินิจฉัยดังนี้

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

  • ระดับน้ำตาลในเลือดขณะงดอาหาร (fasting plasma glucose)ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เริ่มผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเบาหวานเต็มขั้น ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อไม่ให้เป็นเบาหวาน
วินิจฉัยเบาหวาน
  • มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะงดอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • มีอาการของโรคเบาหวาน ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ตาม (Random plasma glucose) มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • มีระดับน้ำตาลในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ณ 2 ชั่วโมงภายหลังทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส 75 กรัมที่รับประทานเข้าไป
  • มีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 % ขึ้นไปsyndromeหรือ Maturity onset diabetes of the young [MODY], จากยา , โรคของทางตับอ่อน เช่น cystic fibrosis

 

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด

แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วสามารถควบคุมอาการของโรคและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

ลดน้ำตาลในเลือด ลดปัญหาสุขภาพแทรกซ้อนจากเบาหวาน ด้วย AIFACAD (ไอฟาแคท)

ใช้ยารับประทานแล้วยังไม่สามรถคุมระดับน้ำตาลได้ เพิ่มชีวิตที่อิสระมากขึ้น โดย AIFACAD (ไอฟาแคท) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับสู่ภาวะปกติ ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานมีสุขภาพที่ดี แผลเบาหวานหายเร็วขึ้น ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้มีภาวะเสี่ยง ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก มีมาตรฐานความปลอดภัยและ GMP ที่มีผลวิจัยรับรอง มหาวิทยาลัยมหิดล ปลอดภัย 100% ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิต

 

AIFACAD​ (ไอฟาแคด)​  : ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้มีปัญหา ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ
ผลงานนวัตกรรมงานวิจัยระดับชีวะโมเลกุลของทีมนักวิจัยไทย AIFACAD​ (ไอฟาแคด)​ 3 คุณค่าสกัดธรรมชาติผสานงาน

ประกอบด้วย :
  • น้ำมันปลาทูน่า (TUNA OIL) สกัดด้วยกระบวนการที่ดีที่สุด (PREMIUM FISH OIL) อุดมไปด้วย EPA ลดไตรกลีเซอไรด์ ตัวการที่ทำให้ระดับน้ำตาลผิดปกติ และยังมี DHA บำรุงสมอง
  • สารสกัดขมิ้นชันคุณภาพสูง (TURMERIC EXTRACT) มีส่วนช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน
    กระตุ้นการทำงานของ BETA-CELL ในการผลิตอินซูลินในระดับที่สมดุล
  • นาโนเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชั่น (ENCAPSULATION NANO TECHNOLOGY) ห่อหุ้มสารอาหารและนำพาเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้น เพิ่มการดูซึมมากขึ้นถึง 20 เท่า
  • วิตามินดี 3 ความบริสุทธิ์สูง (HIGH PURIFIED VIYAMIN D3) กระตุ้นการทำงานของเซลล์ตับอ่อน ให้สามารถผลิตอินซูลินให้การควบคุมปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด

    วิธีรับประทาน : รับประทานหลังอาหาร 1 แคปซูล (วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น)
***AIFACAD​ (ไอฟาแคด)​ : รักษา​โรคเบาหวานได้​ จากผลงานวิจัยมหาวิทยาลัย​มหิดล ​ ทดสอบ​กับกลุ่มผู้ป่วยวิกฤติ​หนักสามารถ​ใช้ได้เห็นผลจริง​***

เผยความลับ..งานวิจัย


คุณประโยชน์ของ AIFACAD
:
:
:
วันก่อน..แอดได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์งานวิจัย AIFACAD จากทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ขอสรุปถึงคุณประโยชน์จากงานวิจัยในผลิตภัณฑ์ AIFACAD ที่เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้

AIFACAD เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ถูกออกแบบมาให้เป็น Functional Food ตัวช่วยเสริมอาหาร สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดไม่สมดุล ด้วยการนำสารสกัดจากธรรมชาติ คือ น้ำมันปลาทูน่าสกัด สารสกัดขมิ้นชัน (tumeric extract) ผสานเทคโนโลยี Encapsulation และวิตามินดี 3 บริสุทธิ์ เพื่อเป็นสูตรอาหารที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใช้ในการดูแลสุขภาพ

AIFACAD มีคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง??

จากงานวิจัย พบว่า สูตรอาหารใน AIFACAD มีคุณประโยชน์ ดังนี้

1.ฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน โดยการกระตุ้นการทำงานของ Beta - Cell ในการผลิตอินซูลินในระดับที่สมดุล

2.บำรุงสมอง ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง เสริมการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

4.ลดอาการอักเสบ ของข้อต่อกระดูกต่างๆ

5.เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

6.ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น

AIFACAD คือ ทางเลือกใหม่สำหรับผู้รักสุขภาพทุกคน ในการดูแลสุขภาพอย่างปลอดภัย ด้วยผลิตภัณฑ์งานวิจัยระดับชีวโมเลกุล ของทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ชมคลิป https://youtu.be/xNrO4HavsgM

#AIFACAD #งานวิจัยนวัตกรรมใหม่ #ภาวะน้ำตาลในเลือดไม่สมดุล #ไอยราแพลนเน็ต

Powered by MakeWebEasy.com